โรคซีด หรือ โลหิตจาง โรคใกล้ตัวที่เราควรรู้จัก เห็ดหลินจือช่วยได้อย่างไร 2018

0
219
โรคซีดกับเห็ดหลินจือแดงสกัด
โรคซีดกับเห็ดหลินจือแดงสกัด

โรซีด โรคโลหิตจาง หรือบางคนเรียกว่า โรคเลือดน้อย เกิดจากจำนวนของเม็ดเลือดแดงลดลง หรือ ฮีโมโกลบินน้อยกว่าปกติ เพราะฮีโมโกลบินทำหน้าที่ส่งออกซินเจนเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งถ้าเลือดมีออกซิเจนน้อยกว่าปกติ จะทำให้เกิดภาวะเลือดจาง หรือโรคซีดตามมาได้ ทางด้านสมุนไพรมีเห็ดหลินจือช่วยฟื้นฟูให้ปอดทำงานได้ดีขึ้นส่งผลทำให้เลือดมีออกซิเจนมากขึ้น จึงทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้นตาม

สารบัญ
1. ทำความรู้จักกับโรคโลหิตจาง โรคซีด
2. อาการของโรคโลหิตจาง โรคซีด อันตรายไหม
3. สาเหตุของโรคโลหิตจาง โรคซีด
4. การตรวจวินิจฉัยโรคโลหิตจาง โรคซีด
5. การรักษาโรคโลหิตจาง โรคซีด หายได้ไหม
6. อาการแทรกซ้อนอื่นๆ ของโรคโลหิตจาง โรคซีด
7. การป้องกันโรคโลหิตจาง โรคซีด ห้ามกิน อะไรบ้าง
8. เห็ดหลินจือแดง กับโรคซีด โลหิตจาง ช่วยอะไรได้บ้าง
9. รีวิว ลูกค้า เห็ดหลินจือแดง กับโรคซีด โลหิตจาง

ทำความรู้จักกับโรคโลหิตจาง โรคซีด

โลหิตจาง ภาษาอังกฤษ เรียกกว่า Anemia มีอีกชื่อเรียกว่าภาวะซีด เป็นภาวะที่ร่างกายของเรามีปริมาณเม็ดเลือดแดงในเลือดปริมาณน้อยกว่าปกติ จนทำให้ความสามารถในการนำออกซิเจนไปยังเซลล์และเนื้อเยื่อในอวัยวะต่างๆ ลดลง ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคโลหิตจางอาจมาจากการเสียเลือด กระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดงลดลง หรืออาจเกิดจากเม็ดเลือดแดงถูกทำลายมากขึ้นก็ได้เช่นกัน

โลหิตจาง โรคซีด ดูแลได้อย่างไร

เม็ดเลือดแดง มีองค์ประกอบหลักคือ ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง เม็ดเลือดแดงมีหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปยังเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย โดยเซลล์เม็ดเลือดแดงทั้งหมดในตัวเราจะถูกสร้างขึ้นจากเซลล์เม็ดเลือดแดงต้นกำเนิดจากนั้นจึงเจริญเติบโตเป็นเม็ดเลือดแดงตัวอ่อน จนพัฒนามาเป็นเม็ดเลือดแดงตัวแก่ในเวลาเพียงไม่กี่วัน แล้วจึงถูกปล่อยเข้าสู่หลอดเลือดในที่สุด โดยที่เม็ดเลือดแดงในหลอดเลือดจะมีอายุประมาณ 120 วัน ก่อนมันจะถูกกำจัดออกไปโดยตับ ม้ามและไขกระดูก แล้วจากนั้นร่างกายก็จะเริ่มกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่อีกครั้ง ดังนั้น หากเกิดความผิดปกติในกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดง หรือเม็ดเลือดแดงมีความผิดปกติอื่นๆ ก็จะส่งผลให้เซลล์เนื้อเยื่อในร่างกายของเราได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เป็นสาเหตุให้การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ เกิดความผิดปกติขึ้นนั่นเอง

อาการของโรคโลหิตจาง โรคซีด อันตรายไหม

ผู้ป่วยเป็นโรคโลหิตจางอาจมีอาการแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงอาการขั้นรุนแรง โดยอาการส่วนใหญ่ที่พบ มีดังนี้

  • เหนื่อยและอ่อนเพลียง่าย ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
  • ผิวซีดตัวซีด อ่อนล้า ไม่สดชื่น
  • เมื่อออกแรงมากจะหายใจลำบาก
  • ปวดหัว มึน หรือเวียนหัวง่าย
  • มือเท้าเย็นโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ผิวเหลืองซีด
  • ใจสั่นหรือเจ็บหน้าอก
  • หากใครที่มีอาการรุนแรง อาจถึงขั้นหัวใจล้มเหลวและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

สาเหตุของโรคโลหิตจาง โรคซีด

โรคโลหิตจางอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่มีสาเหตุหลักอยู่ 3 ประการ คือ การเสียเลือด ไขกระดูกลดการสร้างเม็ดเลือด แดงและจากการที่เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้นกว่าปกติ

โรคซีด อันตรายไหม

  1. การเสียเลือด

ภาวะโลหิตจางจากการเสียเลือดเป็นสาเหตุที่พบได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเสียเลือดจากอุบัติเหตุ การผ่าตัด การคลอดบุตรการแท้งบุตร หรือการตกเลือด ไปจนถึงการเสียเลือดทีละน้อย อย่างเช่น เสียเลือดจากการมีประจำเดือน หรือโรคริดสีดวงทวาร ซึ่งอาการเหล่านี้มักก่อให้เกิดอาการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia) ตามมาจนเกิดภาวะโลหิตจางในที่สุด

  1. ไขกระดูกลดการสร้างเม็ดเลือดแดง

อาจเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น

  • เกิดจากโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคติดเชื้อเรื้อรังต่างๆ การติดเชื้อเอชไอวี (HIV/AIDS) และโรคไตเรื้อรัง เป็นต้น
  • เกิดจากขาดอาหาร โดยเฉพาะสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือด คือ โปรตีน เกลือแร่ ธาตุเหล็ก วิตามินบี 6 วิตามินบี 9 กรดโฟลิก กรดแอซิดและวิตามิน บี 12
  • เกิดจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคมะเร็ง
  • เกิดจากร่างกายขาดฮอร์โมนสำคัญบางชนิด เช่น ฮอร์โมนเพศ หรือฮอร์โมนที่ผลิตจากไต
  • เกิดจากโรคเลือดบางชนิดที่ทำให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงได้น้อยกว่าปกติ หรืออาจเกิดจากพันธุกรรม
  1. สาเหตุจากเม็ดเลือดแดงมีอายุสั้นกว่าปกติ

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคโลหิตจางอาจมีสาเหตุมาจากอายุของเม็ดเลือดแดงสั้นกว่าปกติ จากปกติที่เม็ดเลือดแดงควรมีอายุ 120 วัน ซึ่งมีปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดขึ้น ดังนี้

  • เกิดจากผู้ป่วยเป็นโรคเลือดบางชนิด เช่น โรคธาลัสซีเมียหรือโรคภูมิแพ้ตนเอง
  • เกิดจากการแพ้ยาบางชนิด
  • เกิดจากการแพ้สารในเลือดจากการบริจาคเลือด
  • เกิดจากการติดเชื้อรุนแรงบางชนิด เช่น ภาวะติดเชื้อในกระแสโลหิต เป็นต้น
  • เกิดจากการขาดเอนไซม์และยาบางชนิด จนทำให้ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องและอายุเม็ดเลือดแดงสั้นลง

การตรวจวินิจฉัยโรคโลหิตจาง โรคซีด

การตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยภาวะโลหิตจางนั้นมีขั้นตอนเบื้องต้นไม่ต่างจากการตรวจสุขภาพทั่วไป กล่าวคือเริ่มจากการซักประวัติผู้ป่วย ประวัติการเจ็บป่วย ข้อมูลโภชนาการ ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว จากนั้นแพทย์อาจตรวจสุขภาพภายนอกเบื้องต้น หากพบสัญญาณบ่งชี้ถึงภาวะโลหิตจางก็อาจนำตรวจในระดับต่อไป ซ฿งขั้นตอนหรือวิธีการก็อาจแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล โดยอาจได้รับการตรวจวินิจฉัย ดังนี้

  • การตรวจหาความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count หรือ CBC)

วิธีนี้เป็นการนับปริมาณของเม็ดเลือดแดงว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ โดยจะใช้การวัดปริมาณฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นการวัดตามค่ามาตรฐานที่ใช้กันในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังรวมถึงการตรวจดูลักษณะของเม็ดเลือดว่ามีรูปร่าง ขนาด หรือสีเป็นปกติหรือไม่ สำหรับค่าปกติของฮีโมโกลบินตามเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลก (The World Health Organization หรือ WHO) ได้กำหนดเอาไว้นั้น สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน – 6 ปี จะพบว่ามีฮีโมโกลบินประมาณ 11 กรัมต่อเลือด 1 เดซิลิตร และเด็กอายุตั้งแต่ 6 – 14 ปี จะพบฮีโมโกลบินประมาณ 12 กรัมต่อเลือด 1 เดซิลิตร ส่วนในผู้ใหญ่จะพบฮีโมโกลบินประมาณ 12.5 กรัมต่อเลือด 1 เดซิลิตรสำหรับเพศหญิง ส่วนเพศชายจะพบ 13.5 กรัมต่อเลือด 1 เดซิลิตร ส่วนการใช้วิธีวัดค่าความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดง ปกติเท่าไหร่ การแพทย์เรียกว่า การวัดค่าฮีมาโตคริต (Hematocrit) ค่าฮีมาโตคริตปกติสำหรับผู้ชายจะอยู่ระหว่างร้อยละ 40-52 ส่วนผู้หญิงอยู่ระหว่างร้อยละ 35-47 โดยอาจมีหลักอื่นๆ แตกต่างกันออกไปตามแต่ละสถาบัน

  • การตรวจวิเคราะห์หาชนิดและปริมาณฮีโมโกลบิน (Hemoglobin Electrophoresis)

วิธีนี้เป็นการตรวจดูชนิดของฮีโมโกลบินในเลือด ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถวิเคราะห์ประเภทของภาวะโลหิตจางที่เกิดขึ้นได้

  • การตรวจนับปริมาณเม็ดเลือดแดงที่เป็นตัวอ่อน (Reticulocyte Count)

เป็นการตรวจนับปริมาณของเม็ดเลือดแดงชนิดตัวอ่อนว่า อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่

  • การตรวจวัดระดับธาตุเหล็กในเลือด

เป็นการตรวจวัดระดับบริมาณธาตุเหล็กในร่างกายของเรา เพราะตรวจหาภาวะขาดธาตุเหล็กซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดโรคโลหิตจาง

  • การตรวจไขกระดูก

การรักษาโรคโลหิตจาง โรคซีด หายได้ไหม

สมุนไพรรักษาโรคโลหิตจาง

เนื่องจากโรคโลหิตจางนั้นไม่มีอาการบ่งชี้ที่แน่ชัด การรักษาจึงต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง เช่น การวิเคราะห์หาประเภทของโลหิตจาง การหาสาเหตุการเกิดของโรคที่อาจแตกต่างกันออกไป ระดับความรุนแรงของอาการ แต่ทั้งนี้เป้าหมายในการรักษาจะไม่แตกต่างกัน คือ การเพิ่มความสามารถในการลำเลียงออกซิเจนให้ไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างเป็นปกติ โดยวิธีรักษา มีดังนี้

  • การเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการทานอาหารเสริมวิตามิน

หากตรวจร่างกายและพบว่ามีความเสี่ยงหรืออยู่ในภาวะโลหิตจาง แพทย์มักจะแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงรวมถึงอาหารที่มีวิตามินต่างๆ ที่จำเป็นในการสร้างเม็ดเลือด โดยเฉพาะวิตามินบี 12 วิตามินซี และกรดโฟลิก ซึ่งอาหารที่ควรรับประทานสำหรับผู้ที่ขาดธาตุเหล็กและป่วยเป็นโลหิตจาง คือ เนื้อสัตว์ประเภทเนื้อแดงไม่ติดมัน เครื่องใน ปลาและอาหารทะเล ผักใบเขียว ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว และแหล่งโปรตีนอื่นๆ เช่น ไข่หรือนม เป็นต้น

  • การรับประทานยาบํารุงเลือดหรือฮอร์โมนทดแทน

สำหรับผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจให้ใช้วิธีทานยาหรือฮอร์โมนเสริม เพื่อทดแทนฮอร์โมนที่ร่างกายของเราขาดไปจากสาเหตุต่างๆ โดยมีวิธีดังนี้

  • การรับประทานยาปฏิชีวนะเพื่อการรักษาอาการติดเชื้อ
  • การรับประทานฮอร์โมนเพื่อปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกายผู้หญิงที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ เลือดจาง
  • การฉีดฮอร์โมนชนิดอิริโธรโพอิตินสำหรับช่วยกระตุ้นให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง
  • การรักษาด้วยวิธีคีเลชั่นบำบัด (Chelation Therapy) เป็นการขับธาตุเหล็กส่วนเกินออกจากร่างกาย

แต่หากเป็นกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะของโรคโลหิตจางอย่างรุนแรง อาจรักษาด้วยวิธีปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเลือดและไขกระดูก การผ่าตัด เพื่อช่วยรักษาการเสียเลือดมากในอวัยวะนั้นๆ จากโรคเรื้อรังบางชนิด หรือการบริจาคเลือด เป็นต้น

อาการแทรกซ้อนอื่นๆ ของโรคโลหิตจาง โรคซีด

หากผู้ป่วยภาวะโลหิตจางไม่เข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องหรือละเลยการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์จนปล่อยให้เป็นโรคเรื้อรัง ก็อาจส่งผลข้างเคียงหรืออาการแทรกซ้อนให้เกิดขึ้นได้เนื่องจากการทำงานของอวัยวะต่างๆ ผิดปกติจนทำให้ระบบในร่างกายแปรปรวน เกิดเป็นปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมา เช่น เหนื่อยง่ายเมื่อต้องทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ร่างกายอ่อนแอ ติดเชื้อหรือป่วยง่าย แผลหายช้า ท้องเสียบ่อย เป็นต้น แต่อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นในระดับที่ไม่รุนแรง 

หากผู้ป่วยโรคโลหิตจางมีโรคประจำอื่นๆ ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น โรค HIV หรือโรคมะเร็ง ก็อาจส่งผลให้การรักษาโรคเป็นไปอย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีโอกาสเป็นโรคแทรกซ้อนอื่นๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วย

ส่วนบางรายที่มีอาการแทรกซ้อนรุนแรง อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือ Arrhythmia สาเหตุก็เพราะหัวใจต้องทำงานหนักกว่าปกติเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย เนื่องจากปริมาณออกซิเจนไม่เพียงพอเพราะเม็ดเลือดแดงลดจำนวนลง เป็นสาเหตุของภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ เต้นไม่สม่ำเสมอ หัวใจอาจเต้นเร็วหรือช้าเกินไป จนนำไปสู่อาการหัวใจโตหรือหัวใจวายในที่สุด

นอกจากนี้การป่วยเป็นโลหิตจางจากโรคทางพันธุกรรมบางโรค เช่น ธาลัสซีเมียหรือการเกิดโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงผิดปกติ หากมีความผิดปกติรุนแรงก็สามารถก่อให้เกิดอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน  

การป้องกันโรคโลหิตจาง โรคซีด ห้ามกิน อะไรบ้าง

ถึงแม้ว่าโรคโลหิตจางจะสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายๆ สาเหตุ รวมถึงมีปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้นทั้งชนิดที่เราควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถดูแลตัวเองและป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคโลหิตจางได้ ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  • เปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร โดยเลือดรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อุดมด้วยธาตุเหล็ก วิตามิน และสารอาหารที่มีส่วนช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง เช่น เนื้อสัตว์ต่างๆ เครื่องใน นมสด ไข่ เลือดหมู ธัญพืชและถั่วชนิดต่างๆ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ ทารกและวัยรุ่น ห้ามขาดอาหารเหล่านี้เด็ดขาดเพราะเป็นแหล่งของโปรตีนและธาตุเหล็กที่สำคัญ
  • ทานอาหารเสริมหรือวิตามินเสริมหากร่างกายขาดสารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งมากกว่าปกติ โดยปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ
  • สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่ทานอาหารประเภทมังสวิรัติควรพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพราะอาจเกิดการขาดสารอาหารและธาตุเหล็กโดยไม่รู้ตัวได้
  • ผู้ที่มีคนในครอบครัวป่วยเป็นโลหิตจางควรแจ้งให้แพทย์ทราบและหมั่นตรวจร่างกายเสมอเพราะมีความเสี่ยงที่อาจเป็นโลหิตจางชนิดเกิดจากพันธุกรรมได้

เห็ดหลินจือแดง กับโรคซีด โลหิตจาง ช่วยอะไรได้บ้าง

สารอาหารสำคัญในเห็ดหลินจือ คือ สารเจอมาเนียม และ สารอะดิโนไซด์ เป็นสารที่ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด ทำให้เม็ดเลือดแดงเก็บออกซิเจนได้มากขึ้น เพิ่มสร้างสร้างเม็ดเลือดแดง ไม่อ่อนเพลีย ช่วยให้มีแรง นอกจากนี้ยังเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย บำรุงประสาท บำรุงสมอง และบำรุงหัวใจ ช่วยบรรเทาอาการปวด ช่วยป้องกันลิ่มเลือดแข็งตัวภายในเส้นเลือด ช่วยลดการอักเสบภายในร่างกาย ช่วยฟื้นฟู ปรับสมดุลย์ การทำงานภายในร่างกาย จึงทำให้ค่าเลือดค่อยๆดีขึ้น

รีวิว ลูกค้า เห็ดหลินจือแดง กับโรคซีด โลหิตจาง

 

 

ภาวะโลหิตจางหรือโรคโลหิตจางอาจดูไม่ร้ายแรงในสายตาคุณ แต่หากไม่รู้จักวิธีดูแลตัวเอง วิธีป้องกัน หรือชะล่าใจแล้วล่ะก็ การป่วยด้วยภาวะโลหิตจางก็อาจกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อสุขภาพของเราแบบระยะยาว จนอาจนำไปสู่อาการแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาในอนาคตได้ ดังนั้นอย่าลืมหันมาดูแลและเอาใจใส่สุขภาพเพื่อให้ห่างไกลจากการป่วยเป็นโลหิตจางกันดีกว่า